เรื่องของ " รักร่วมเพศ " ในโลกมุสลิม
posted on 19 Aug 2008 22:43 by blackrain in history
หลายคนคงทราบดีอยู่
แล้วว่าศาสนาอิสลามถือว่าพฤติกรรมรักเพศเดียวกันเป็นบาป
และเนื่องจากกฎหมายของประเทศมุสลิมมีพื้นฐานมาจากกฎหมายศาสนา
ดังนั้นจะเห็นได้ว่ากฎหมายประเทศมุสลิมมักจะมีบทลงโทษสำหรับกลุ่มคนรักเพศ
เดียวกัน ในเมื่อมีกฎหมายควบคุมแล้ว
ถามว่าอย่างนี้พฤติกรรมดังกล่าวอยู่อีกหรือ คำตอบคือมีครับ
พฤติกรรมรักเพศเดียวกันมีมานานนม มีในทุกสังคม มีในทุกชนชั้น
ดังนั้นเราจะมาดูว่ากฎหมายในแต่ละประเทศเขาว่าอย่างไร
และในความเป็นจริงของสังคมมันเป็นอย่างไร
เซเนกัล (Senegal)
ว่ากันตามกฎหมาย: ติดคุก ๑ - ๕ ปี ปรับเป็นเงิน ๑๐๐,๐๐๐ - ๑.๕ ล้านฟรังค์
โทษขั้นสูงสุดจะถูกนำมาใช้ถ้าคู่ขาคนใดคนหนึ่งอายุต่ำกว่า ๒๑
ว่ากันตามความเป็นจริง:
การปฏิบัติตามขนบธรรมเนียมหย่อนยานกว่าประเทศมุสลิมอื่น
(การค้าประเวณีถูกกฎหมาย
และเครื่องแต่งกายพื้นเมืองก็เผยเนื้อหนังมังสามากกว่า)
ประเทศที่เคยเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสแห่งนี้ กลุ่ม
GLBT*เคยร่วมกันตั้งองค์กรผู้รักเพศเดียวกันขึ้นมา
แต่ต่อมาก็ถูกรัฐบาลปิดไป
*GLBT = Gay, Lesbian, Bisexual, and Transgender
ตูนีเซีย (Tunisia)
ว่ากันตามกฎหมาย: พฤติกรรมรักเพศเดียวกันมีโทษจำคุกสามปี
ว่ากันตามความเป็นจริง: แม้จะถูกตำรวจและทางราชการตามรังควาญอยู่บ้าง
แต่ก็มีชายขายเซ็กส์ (Male Sex Worker) อยู่ตามถนนในเมืองตูนิส
ซึ่งเป็นเมืองหลวง
มีตัวละครที่มีพฤติกรรมรักเพศเดียวกัน*ปรากฏตัวในภาพยนตร์ภายในประเทศ เช่น
เรื่อง Satin Rouge ในปี ๒๐๐๒ จนกลายเป็นหัวข้อถกเถียงไปทั่วประเทศ
สามารถพบเจอเกย์ชาวฝรั่งเศสอยู่ทั่วไปในเมืองตูนิส และตามชายหาด
*ไม่เคยดูหนังเรื่องนี้ครับ เลยไม่รู้ว่าตัวละครในเรื่องเป็นGLBT อย่างไหน
ภาษาอังกฤษใช้คำว่า gay character ผมจึงแปลกลาง ๆ ว่า
“ตัวละครที่มีพฤติกรรมรักเพศเดียวกัน”
โมรอกโค (Morocco)
ว่ากันตามกฎหมาย: มีโทษจำคุกถึงสามปี และเสียค่าปรับ โทษฐาน “กระทำการลามกกับเพศเดียวกันและมีพฤติกรรมผิดธรรมชาติ”
ว่ากันตามความเป็นจริง:
การดำเนินการต่อต้านเกย์เพิ่มมากขึ้นในช่วนสองสามปีที่ผ่านมา
แต่ในเมืองใหญ่อย่าง Marrakech Tangier และ Essaouirah
กลับเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่นิยมในหมู่เกย์
(โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวฝรั่งเศส) และมีโสเภณีชายอยู่ทั่วไป
มีรายงานว่ากษัตริย์องค์ปัจจุบัน โมฮัมเม็ดที่ ๖ (Mohammed VI)
ถูกพบในบาร์เกย์ของสไตล์ยุโรปหลายแห่งก่อนได้รับราชสมบัติ
จอร์แดน (Jordan)
ว่ากันตามกฎหมาย: ไม่มีข้อห้ามพฤติกรรมรักเพศเดียวกันตามกฎหมาย แต่คนที่เป็น GLBT จะถูกลี้ภัย*ไปยังประเทศอื่น
ว่ากันตามความเป็นจริง: ใน บรรดาประเทศมุสลิม
จอร์แดนถือว่าเป็นประเทศที่ใจกว้างกับกลุ่มคนรักเพศเดียวกันมากที่สุด
ประเทศหนึ่ง คาเฟ่และที่สถานที่ชุมนุมของชาวเกย์มีอยู่ทั่วไปในกรุงอัมมาน
(Amman) ซึ่งเป็นเมืองหลวง
*ขออภัยอย่างรุนแรง asylum แปลได้ว่า ที่ลี้ภัยด้วย ไม่ใช่โรงพยาบาลบ้าอย่างเดียว ตอนแรกแปลว่าโรงพยาบาลบ้าเฉยเลย ...อ๊ายอาย
อียิปต์ (Egypt)
ว่ากันตามกฎหมาย: ในทางเทคนิครักเพศเดียวกันไม่ผิดกฎหมาย
แต่กลับถูกดำเนินคดีจนถึงที่สุดในข้อหาลุ่มหลงในโลกียวิสัย
ภายใต้การนำของประธานาธิบดี Hosni Mubarak
รัฐบาลก็เริ่มดำเนินการต่อต้านเกย์ การจับกุมครั้งใหญ่เรียกว่า “Cairo
52”* เกิดขึ้นบนเรือจัดงานเลี้ยงสำหรับเกย์ที่จอดอยู่ริมแม่น้ำไนล์ ในปี
๒๐๐๑ เป็นตัวอย่างที่โด่งดังที่สุด ๒๓ คนจาก ๕๒ คนที่ถูกจับกุม
ติดคุกตั้งแต่หนึ่งถึงห้าปี
บางส่วนที่หลบหนีไปได้ก็ถูกเนรเทศออกจากประเทศไปเลย ในปี ๒๐๐๔
เด็กหนุ่มวัย ๑๗ ปี ถูกพิพากษาให้จำคุก ๑๗
ปีในหลายข้อหาที่พัวพันกับการลงประวัติของตนในเว็บไซต์หาคู่สำหรับเกย์
...ซวยมากเลยน้องเอ๋ย พี่ล่ะเศร้าใจแทนจริง ๆ....
ว่ากันตามความเป็นจริง: อียิปต์เป็นศูนย์กลางแห่งสื่อในโลกมุสลิม
ดังนั้นตัวละครเกย์จึงหาทางปรากฏตัวในนิยาย
หรือแผ่นฟิล์มในประเทศได้ไม่ยาก อย่างน้อยก็ภายในสังคมกรุงไคโร
การออกล่าหนุ่ม ๆ มีการแข่งขันอย่างรุนแรงในเขตที่นักท่องเที่ยวเยอะ
และสถานที่ชุมชุมชาวเกย์ในเขตเมืองหลวงก็ยังมีอยู่
*คดี Cairo 52 หาอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในวิกิพีเดียนะครับ มีรายละเอียดต่างกันเยอะเลย http://en.wikipedia.org/wiki/Cairo_52
ซาอุดิอาระเบีย (Saudi Arabia)
ว่ากันตามกฎหมาย: ชารีอะฮฺ หรือกฎหมายอิสลาม เป็นกฎหมายประจำชาติ
พฤติกรรมรักเพศเดียวกันมีบทลงโทษถึงตาย (โดยการปาหินใส่
แต่ก็มีบางรายงานกล่าวถึงการตัดหัวด้วย) เฆี่ยน ๑๐๐ ที* หรือจำคุก
ว่ากันตามความเป็นจริง:
แม้ว่าจะเป็นประเทศหัวอนุรักษ์นิยมที่สุดในโลกมุสลิม
แต่การแบ่งแยกเพศชาย-หญิงอย่างเข้มงวด**
และจำนวนผู้อพยพออกนอกประเทศจำนวนมากที่เป็นชายโสด
แสดงให้เห็นถึงการจำยอมต่อพฤติกรรมรักเพศเดียวกันได้ในหลายระดับ
การแต่งงานระหว่างเพศเดียวกันอย่างเงียบ ๆ
และงานเลี้ยงแบบเถิดเทิงสุดเหวี่ยงไม่ใช่เรื่องผิดปกติในกรุงริยาด
(Riyadh) และเมืองอื่น ๆ
*ล่าสุดเมื่อตุลาคม ๒๐๐๗ เด็กหนุ่มสองคนถูกเฆี่ยน ๗,๐๐๐ ครั้งลองค้นคำว่า “7000 lashes” ดูถ้าอยากอ่านรายละเอียด
**การ แบ่งแยกชาย-หญิงอย่างเข้มงวดทำให้เกิดพฤติกรรมรักเพศเดียวกันได้
เนื่องจากเมื่อถึงวัยเจริญพันธุ์ ชายหนุ่มยอมต้องหาที่ระบายอารมณ์ทางเพศ
แต่การแยกชายหญิงทำให้ไม่สามารถเข้าถึงตัวผู้หญิงได้นอกจากจะแต่งงานเป็น
เรื่องเป็นราวไป ชายหนุ่มวัยเจริญพันธุ์จึงต้องหันมา “เล่นเพื่อน”
หรือบางทีก็โดน “เพื่อนเล่น” หรือบางกรณีอาจจะเป็นชายหนุ่มอยากจะ
“เล่นเพื่อน” ก็เลยต้องให้ “เพื่อนเล่น” เสียก่อนเป็นการแลกเปลี่ยนกัน
คำอธิบายนี้คล้ายกับคำอธิบายเรื่องรักเพศเดียวกันในสมัยกรีก(ที่ดูมาจากสารคดี)
ชายกรีกมีค่านิยมแต่งงานกับสาวพรหมจรรย์ แต่สาว ๆ
กรีกจะรักษาพรหมจรรย์ไว้จนถึงวันแต่งฯ ได้ก็ต่อเมื่อ หนุ่มกรีกหันไป
“เล่นเพื่อน” ไปพลาง ๆ ก่อน
อิรัก (Iraq)
ว่ากันตามกฎหมาย: ความโกลาหลในอิรัก
ภายใต้การควบคุมของอเมริกาทำให้นโยบายราชการต่าง ๆ ไม่มีความชัดเจน
ช่วงก่อนสงครามพฤติกรรมรักเพศเดียวกันเป็นที่อนุมัติในผู้ใหญ่
แต่หลังจากการล้มล้างอำนาจของซัดดัม ฮุสเซน
พฤติกรรมรักเพศเดียวกันกลายเป็นสิ่งผิดกฎหมายจนกระทั่งปัจจุบัน
ว่ากันตามความเป็นจริง: กลุ่มล่าสังหาร(Death
Squad)*มุ่งเป้าไปที่เกย์และเลสเบี้ยน แต่มีเซฟเฮ้าส์ (Safe Houses)
สำหรับเกย์และเลสเบี้ยนที่ต้องการสถานที่ลี้ภัย
การออกล่าหนุ่มและนัดเดทกันทางอินเตอร์เน็ตในแถบเคอร์ดิสถาน (Kurdistan)
จะปลอดภัยกว่า (เคอร์ดิสถานเป็นเขตปกครองตนเองพิเศษของอิรัก
ใช้ธงคนละผืนด้วย น่าจะเป็นรัฐอิสระแบบหนึ่ง)
*Death Squad ดำเนินการทำลายล้างเกย์ภายใต้แคมเปญ “Sexual Cleansing”
ถ้าเป็นเกย์ที่ดูภายนอกแมน ๆ จะไม่ค่อยน่าเป็นห่วง แต่ถ้าตุ้งติ้ง
หรือแต่งตัวเนี้ยบเกินอาจเป็นอันตรายได้
กลวิธีของกลุ่มนี้มีตั้งแต่การทำร้ายผู้ต้องสงสัยว่าเป็นเกย์ตามถนน
ไปจนถึงเข้าหาเกย์โดยแสร้งว่าตัวเองก็เป็นเกย์เหมือนกัน
สุดท้ายพอเหยื่อแสดงตัวก็จัดการซะ
การฆ่าของ Death Squad ดังกล่าวมาจากแนวคิดผิด ๆ ว่า
พฤติกรรมรักเพศเดียวกัน เป็นพฤติกรรมที่รับมาจากตะวันตก
(โลกมุสลิมต่อต้านแนวคิดตะวันตกมากเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว)
และเป็นการชักนำมาโดยไชตอน(ซาตาน) แต่อันที่จริงตามวรรณคดีเก่า ๆ
ของโลกอาหรับก็มีพฤติกรรมเหล่านี้ปรากฏมาตลอด
แนวคิดที่ว่ารับมาจากตะวันตกจึงเป็นความเข้าใจผิด
และเนื่องจากความโกลาหลหลังสงคราม Death Squad
จึงฉวยโอกาสตั้งศาลเตี้ยได้ง่าย เพราะระบบกฎหมาย นโยบายการเมืองต่าง ๆ
อย่างไม่เข้าที่เข้าทางดี
ตุรกี (Turkey)
ว่ากันตามกฎหมาย: ไม่มีกฎหมายต่อต้านพฤติกรรมรักเพศเดียวกัน เพราะตุรกีเป็นประเทศมุสลิมที่มีระบบการปกครองที่ไม่เกี่ยวข้องกับศาสนา
(Secular Government) และมีเสรีภาพมากที่สุดในบรรดาประเทศมุสลิม
ว่ากันตามความเป็นจริง:
พฤติกรรมรักเพศเดียวกันเป็นที่ยอมรับในประเทศมานานแล้ว
ซึ่งทำให้การท่องเที่ยวของกลุ่มเกย์จากยุโรปกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานในเมืองอิสตันบูล
(Istunbul)
และเมืองบ้านพักตากอากาศริมทะเลอย่าง เมืองโบดรัม (Bodrum)
ความฝันอยากจะเป็นประเทศสมาชิกของสหภาพยุโรปผลักดันให้สร้างเสรีภาพมากขึ้น
แต่ในขณะเดียวกันพวกหัวอนุรักษ์เคร่งศาสนาก็กำลังเพิ่มฐานอำนาจในสังคม
อัฟกานิสถาน (Afganistan)
ว่ากันตามกฎหมาย: "จำคุกระยะยาว" ตามกฎหมายแพ่ง แต่ก่อนหน้านี้ภายใต้การปกครอง
ของกลุ่มตาลีบัน มีการนำชารีอะฮฺ (หรือกฎหมายอิสลาม) มาใช้ โดยกำหนดโทษประหารแก่
ผู้มีพฤติกรรมรักเพศเดียวกัน ซึ่งรวมถึงการพังกำแพงลงมาทับผู้ต้องหาให้ตายด้วย
ว่ากันตามความเป็นจริง: พฤติกรรมรักเพศเดียวกันเป็นที่ยอมรับในประเทศนี้มานานแล้วโดย
เฉพาะในเขตชนเผ่าเพชตุน (Pashtun) ทางตอนใต้ เมืองกันดาฮาร์ (Kandahar) มีชื่อเสียง
ด้านพฤติกรรมรักเพศเดียวกันมานานแล้ว นอกจากนี้ทางตอนเหนือของประเทศก็ยังมีชื่อเรื่อง
นักเต้นระบำชาย* ที่เป็นโสเภณีไปในตัวอีกด้วย
* ภาษาพื้นเมืองเรียกว่า bacha bereesh หรือเด็กหนุ่มผู้ไร้หนวดเครา
เด็กพวกนี้จะแต่งหญิงเต้นรำในงานเฉลิมฉลองต่าง ๆ เช่น งานแต่งงาน และอาจจะเลยเถิดไปถึง
การเสียตัวให้แก่ "ผู้อุปถัมภ์" ของตนอีกด้วย
มาเลเซีย (Malaysia)
ว่ากันตามกฎหมาย: โทษอาญาระดับประเทศคือจำคุกยี่สิบปีและเฆี่ยนโทษฐานมีเพศสัมพันธ์
ทางประตูหลัง (ดังนั้นเลสเบี้ยนจึงดูเหมือนจะไม่ติดร่างแหไปด้วย) แต่ในระดับท้องถิ่น
มีการใช้ชารีอะฮฺ ทั้งเกย์และเลสเบี้ยนต้องถูกจำคุกสามปี ถูกเฆี่ยน และต้องจ่ายค่าปรับ
ในทศวรรษที่ ๙๐ มีเรื่องอื้อฉาวเกิดขึ้นเมื่อนาย อันวา อิบรอฮิม รักษาการณ์นายกรัฐมนตรี
ถูกพิพากษาให้จำคุก ๙ ปี ฐานมีเพศสัมพันธ์ทางประตูหลัง แต่หลังจากรับโทษไปได้ ๔ ปี
ข้อกล่าวหาก็ถูกยกเลิก
ว่ากันตามความเป็นจริง: เกย์และเลสเบี้ยถูกตามรังควานจากรัฐบาลที่ใจแคบมากขึ้นเรื่อย ๆ
เช่น การปรามปรามสถานที่ชุมนุมเกย์อย่างรุนแรง อย่างไรก็ตามฉากชีวิตชาวเกย์และเลสเบี้ยน
ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ กำลังเติบโตเป็นอย่างมาก ในผับ บาร์ และซาวน่า อุตสาหกรรมที่ไฮเทค
ส่งผลให้เกิดเกย์ที่แสดงตัวให้เห็นเพียงครึ่งเดียว*ในกลุ่มชนชั้นกลาง
* งงมั้ยครับ มันมาจาก semi-visible gay ไม่รู้จะแปลว่ายังไง แต่น่าจะเป็น
พวกมีชีวิตสองด้านนะครับ ด้านหนึ่งทำงานและใช้ชีวิตตามครรลองศาสนา
อีกด้านก็สุดเหวี่ยงกับชีวิตเกย์ ๆ
อิหร่าน (Iran)
ว่ากันตามกฎหมาย:
ถ้าการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างเพศเดียวกันได้รับการพิสูจน์ว่าเกิดขึ้นจริง
กฎหมายชารีอะฮฺระบุโทษไว้ว่า เกย์ต้องโทษประหาร เลสเบี้ยนถูกโบยร้อยครั้ง
(และจะถูกประหารถ้าต้องโทษนี้เป็นครั้งที่สี่)
องค์กรสิทธิมนุษยชนทำสารคดีเรื่องการประหารชีวิต
รวมทั้งคดีที่เด็กหนุ่มสองคนถูกแขวนคอ*ในปี ๒๐๐๕
ผู้พิพากษากำหนดให้มีการทรมาน และจำคุกด้วย ตั้งแต่ฤดูใบไม้ผลิ ๒๐๐๗
มีการปราบปราม “พฤติกรรมไร้ศีลธรรม” อย่างรุนแรงรวมทั้ง
การจับกุมข้อหาแต่งกายผิดเพศของตนด้วย
(โดยถือว่าเป็นลักษณะพฤติกรรมของเกย์และเลสเบี้ยน)
ว่ากันตามความเป็นจริง:
เกย์ชาวอิหร่านจำนวนมากกำลังหาที่ลี้ภัยเพื่อหนีจากการทรมานและการจำคุกในประเทศ
แม้ขบวนการเคลื่อนไหวของกลุ่มเกย์อิหร่านจะถูกปราบปราม
แต่พวกเขาก็ยังเดินหน้าดำเนินการเป็นขบวนการใต้ดินในกรุงเตหะราน
โดยมีการประชุมลับและออกหนังสือลับ ๆ
ผู้นำการต่อสู้เพื่อเกย์ชาวอิหร่านบางคนถูกเนรเทศไปแล้ว
* คดีเด็กหนุ่มถูกแขวนคนนั่น จำได้ว่าเห็นครั้งแรกในฟอร์เวิร์ดเมล เศร้าใจจริง ๆ
ปากีสถาน (Pakistan)
ว่ากันตามกฎหมาย: ภายใต้กฎหมายชารีอะฮฺที่ถูกนำมาใช้ใหม่ในปี ๑๙๙๐
พฤติกรรมรักเพศเดียวกันต้องถูกลงโทษโดยการปาก้อนหินใส่จนตาย
(แทบจะไม่เคยบังคับใช้จริง) หรือเฆี่ยนร้อยครั้ง
และภายใต้ประมวลกฎหมายแพ่งในปี ๑๘๖๐ กล่าวว่า
“ความสุขทางเพศที่ละเมิดกฎธรรมชาติ” จะต้องถูกพิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิต
ว่ากันตามความเป็นจริง: การ ให้สินบน การข่มขู่ การแบล็คเมล*
และการทำร้ายร่างกายเกิดขึ้นในบางครั้ง
อย่างไรก็ตามการแบ่งแยกชาย-หญิงชัดเจนก็แสดงถึงการยอมรับสภาพการมีพฤติกรรม
รักเพศเดียวกันไปในตัว**
หนำซ้ำประเทศนี้ยังมีพิธีกรรายการทีวีชื่อดังเป็นกะเทยแต่งหญิงนามว่า
Begum Nawazis Ali ด้วยนะจ๊ะ
* ทำนองว่า “ฉันรู้นะว่าแกเป็นเกย์ จ่ายฉันมา ไม่งั้นฉันจะแจ้งจับแก”
** อธิบายไปแล้วในเรื่องของประเทศซาอุฯ ว่าทำไมการแบ่งชาย-หญิงจึงทำให้เกิดพฤติกรรมนี้
อินโดนีเซีย (Indonesia)
ว่ากันตามกฎหมาย: ยังไม่มีกฎหมายต่อต้านเกย์ระดับชาติ แต่ในบางเมืองบางจังหวัดมีกฎหมายชารีอะฮฺบังคับใช้
ว่ากันตามความเป็นจริง: บาหลีเป็นเขตชาวพุทธและเมืองท่องเที่ยว
จึงเป็นส่วนที่มีเสรีภาพมากกว่าส่วนอื่นของประเทศ มีชาวต่างชาติที่เป็น
GLBT เข้ามาพักอาศัยตลอดทั้งปี
โดยจำนวนมากมาจากเจ้าอาณานิคมเก่าอย่างฮอลแลนด์
สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (United Arab Emirates)
ว่ากันตามกฎหมาย: กฎหมายของสหพันธรัฐระบุโทษประหาร (แทบไม่เคยบังคับใช้)
ในขณะที่กฎหมายเขตปกครองเอมิเรต (อย่างใน ดูไบ) ระบุโทษจำคุกสูงสุด ๑๔ ปี
อัยการจะเป็นคนเลือกว่าจะใช้กฎหมายสหพันธรัฐ หรือกฎหมายเขตปกครองเอมิเรต
หรือกฎหมายชารีอะฮฺ ยังไม่ชัดเจนว่ากฎหมายห้ามรักเพศเดียวกัน
ครอบคลุมถึงเลสเบี้ยนด้วยหรือเปล่า* ในปี ๒๐๐๖ ชาย ๑๑
คนถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลาห้าปี ด้วยข้อหาเข้าร่วมงานแต่งฯเกย์
ว่ากันตามความเป็นจริง: นักท่องเที่ยวเกย์ได้รับการปฏิบัติต่างออกไป
เมืองอบูดาบี และดูไบเปลี่ยนโฉมเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยว
แน่นอนว่าต้องมีกลุ่มเกย์เข้ามาด้วย อันที่จริงแล้วในดูไบมีทั้งคลับเกย์
และชายหาดเกย์ นอกจากนี้สายการบินเอมิเรตส์ยังเข้าร่วมงาน Gay Life Travel
Expo อีกด้วย
* ใช้คำว่า “Sodomy” อ้างถึงเมืองโซดอมในพระคัมภีร์ (ทั้งยิว คริสต์
และอิสลามมีเรื่องการทำลายเมือง Sodom)
ซึ่งหมายถึงพฤติกรรมชายรักชายอย่างชัดเจน
ดังนั้นจึงไม่ไม่แน่ชัดว่ากฎหมายครอบคลุมไปถึงเลสเบี้ยนด้วยหรือเปล่า
อ้างอิง : pisces.exteen.com
แปลจากบทความ The Gay Map of the Islamic World ของนิตยสาร Out traveler/ Advocate
ก่อนหน้านี้มีคนถามเรื่องศาสนาคริสต์กับรักร่วมเพศ ในพระคัมภีร์ค่อนข้างเขียนชัดเจนนะ โดยเฉพาะเรื่องรักร่วมเพศบาปมาก แต่เรื่องอิสลามไม่ค่อยรู้อะไรเลย เลยลองคุ้ยทางอินเตอร์เน็ตดู ขนาดวิกิญี่ปุ่นยังแยกเป็นหัวข้อ "รักร่วมเพศกับศาสนาอิสลาม" เป็นอีกหัวข้อเลย!!! (= =!! อ๋า เซฟเก็บแต่ยังไม่ได้อ่านเลยแฮะ)
edit : อ้างอิงแหล่งข้อมูล
edit @ 20 Aug 2008 11:50:50 by blackrain
)
(มุขแป้ก!)
http://pisces.exteen.com/20080202/entry-1
ใครก๊อปใครหว่า หรือพี่เค้าเอาไปโพสเอง
เวบสีแดง เอาอีกแล้ววว
#1 By ★Toshiya★ on 2008-08-19 23:07