ตำนานรักร่วมเพศในไทย

posted on 24 Aug 2008 11:45 by blackrain  in history

การเป็นเกย์ หรือเป็นคนรักร่วมเพศในวัฒนธรรมตะวันออกที่มิได้อยู่ภายใต้อิทธิพลของคริสตศาสนานั้น ผู้เขียนสันนิษฐานว่าคงจะไม่ถือเป้นข้อห้ามที่มีโทษรุนแรงฐานกาลีบ้านกาลีเมืองเหมือนของคริสต์ น่าเสียดายที่ผู้เขียนไม่มีโอกาสได้ตรวจสอบเรื่องนี้ในคัมภีร์กามสูตรของอินเดีย แต่เท่าที่เคยได้ยินได้ฟังมาดูเหมือนเขาจะถือว่าการร่วมเพศทางเวจมรรค หรือกับคนเพศเดียวกันนี้เป็นกามสุขอย่างหนึ่ง

ทางฝ่ายพุทธศาสนานั้นในพระวินัยปิฎก พระพุทธองค์ทรงมีพระบัญญัติว่า การเสพเมถุนทางทวารนั้นเป็นเหตุแห่งอาบัติปาราชิก แก่ภิกษุผู้กระทำ และในกฎหมายตราสามดวง พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ ทรงมีพระราชโองการให้กำหนดกฎหมายว่าด้วยการให้ราษฎรรักษาศีล คือศีลห้าในฐานะเป็นนิจศีล กับศีลแปดในฐานะเป็นอุโบสถศีล และตามกฎหมายฉบับนี้ถือว่าการเสพเมถุนธรรมโดยทางมุกขมรรค และเวจมรรคในกิริยาตนเอง เป็นการละเมิดศีลห้าข้อที่ว่าด้วยกาเมสุมิจฉาฯ ส่วนการเสพเมถุนธรรมทางเวจมรรคกับผู้หนึ่งผู้ใดที่ไม่ต้องห้ามตามศีลข้อกาเม ฯ ก็เป็นการละเมิดศีลข้อ อพรหมจริยา ฯ อันเป็นอุโบสถศีล ทำให้น่าคิดว่าการกระทำดังกล่าวหากมิได้กระทำในวันอุโบสถ ผู้กระทำจะต้องรับผิดหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ไม่มีการกำหนดโทษสำหรับการละเมิดศีลตามพระราชกำหนดฉบับนี้ไว้เป็นการเฉพาะ มีแต่เพียงระบุไว้เป็นการทั่วไปว่า “ถ้าแลผู้ใดมิได้กระทำตามพระราชกำหนดนี้ จะเอาผู้นั้นเป็นโทษตามโทษานุโทษ”

สำหรับผู้ผู้หญิงถ้าหากประพฤติเป็นคนรักร่วมเพศ ไทยเรามีศัพท์เฉพาะสำหรับเรียกกิริยาเช่นนั้นว่า “เล่นเพื่อน” การเล่นเพื่อนของหญิงนั้นผู้เขียนเข้าใจว่าคงจะต้องถือว่าเป็นการละเมิดศีลข้ออพรหมจริยาฯ เช่นเดียวกับชาย และสำหรับหญิงชาววังการกระทำดังกล่าวยังเป็นความผิดตามกฎมณเฑียรบาลอีกด้วย กฎมณเฑียรบาลดังกล่าวตราขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น ในรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ มีข้อความว่า “หนึ่งสนมกำนัล คบผู้หญิงหนึ่งกันทำดุจชายเป็นชู้เมียกัน ให้ลงโทษด้วยลวดหนัง 50 ที ศักคอประจานรอบพระราชวัง ทีหนึ่งให้เอาเปนชาวสดึง ทีหนึ่งให้แก่พระเจ้าลูกเธอหลานเธอ” เป็นที่น่าสังเกตว่า ไม่มีบทบัญญัติห้ามมิให้ชายมีความสัมพันธ์ทางเพศกันแต่อย่างใด

การเล่นเพื่อนในหมู่สาวสนมกำนัลใน ในสมัยรัตนโกสินทร์อาจเป็นความประพฤติที่จัดว่าแพร่หลายจนถึงขนาดเอามาเล่าลือกันไปต่าง ๆ นานาในสมัยนั้นว่าเป็นของแปลกหรือวิตถาร แต่ก็คงไม่ใช่เป็นเรื่องร้ายแรงอะไรมากนัก ดังที่จะเห็นได้จากกลอนตอนหนึ่งของสุนทรภู่ ที่บรรยายถึงความประพฤติของนางสนมกำนัลเมืองรมจักร ในหนังสือพระอภัยมณีว่า

ฝ่ายห้ามแหนแสนสนมเมืองรมจักร แต่ล้วนนักเลงเพื่อนเหมือนกันหมด
ด้วยเมื่ออยู่บูรีภิรมย์รส เพราะท้าวทศวงศาไม่ว่าไร
จนเคยเล่นเป็นธรรมเนียมนางรมจักร ทั้งร่วมรักร่วมชีวิตพิสมัย
กลางคืนเที่ยวเกี้ยวเพื่อนออกเกลื่อนไป เป็นหัวไม้ผู้หญิงลอบทิ้งกัน
เห็นสาวสาวชาวเมืองการเวก ที่เอี่ยมเอกต้องใจจนใฝ่ฝัน
แกล้งพูดพลอดทอดสนิทเข้าติดพัน ทำเชิงชั้นชักชวนให้ยวนใจฯ
พวกพาราการเวกไม่รู้เล่น คิดว่าเช่นซื่อตรงไม่สงไสย
ต่อถูกจูบลูบต้องทำนองใน จึงติดใจไม่หมายให้ชายเชย
หนุ่มหนุ่มเกี้ยวเบี้ยวบิดไม่คิดคบ เหตุเพราะสบเชิงเพื่อนจึงเชือนเฉย
แต่เมืองเราชาวบุรีนี้ไม่เคย อย่าหลงเลยเล่นเพื่อนไม่เหมือนจริง
อันรมจักรนัครากับการเวก อภิเษกเสนหาประสาหญิง
ออกอื้ออึงหึงส์หวงเพราะช่วงชิง ถึงลอบทึ้งทุบตีเพราะที่รักฯ

การประพฤติตนเป็นคนรักเล่นเพื่อนของบรรดาสาวสนมกำนัลในรั้วในวังนี้คงจะเป็นเรื่องที่รู้กันอยู่ทั่วไปในราชสำนัก และแม้จะผิดกฎมณเฑียรบาลแต่ก็คงไม่มีการฟ้องร้อง หรือเอาโทษกันอย่างจริงจังมากนัก ถึงกับมีผู้ผูกเป็นเพลงยาวร้องเล่นกันดังเช่นเรื่องหม่อมเป็ดสวรรค์ ของนายหรีด เรืองฤทธิ์ เป็นต้น นอกจากนี้พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ ก็เคยทรงพระราชนิพนธ์เพลงยาวอบรมความประพฤติของบรรดาหม่อมทั้งหลายไว้ห้ามไม่ให้เล่นเพื่อน โดยทรงมีพระบรมราชาธิบายว่า

“…อันตัวเรานี้ก็รองพระจอมเกล้า เป็นปิ่นเกล้าในสยามภาษา
มียศศักดิ์ประจักษ์ทั่วทุกภารา พระทรงธรรม์กรุณาชุบเลี้ยงเรา
ถึงใครใครที่จะตกมาเป็นห้าม ไม่มีความขายหน้าดอกหนาเจ้า
เสียแตไม่ฉายเฉิดเพริศพริ้งเพรา เพราะแก่เถ้าหงุบหงับไม่ฉับไว
ถ้าจะว่าไปจริงทุกสิ่งสิ้น ก็พอกินตามแก่แก้ขัดได้
ฤาน้ำจิดคิดเห็นเป็นอย่างไร จึงมิได้ปลงรักสักเวลา
การสิ่งใดที่ไม่ดีเรามิชอบ อ้อนวอนปลอบจงจำอย่าทำหนา
ก้ไม่ฟังขืนขัดอัธยา ยิ่งกับว่าตอไม้ไม่ไหวติง
ที่ข้อใหญ่ชี้ให้เห็นเรื่องเล่นเพื่อน ทำให้เพื่อนราชกิจผิดทุกสิ้ง
ถ้าจะเปรียบเนื้อความไปตามจริง เสมอหญิงเล่นชู้จากสามี
นี่ถ้าหากวังมีกำแพงแข็งแรงรอบ เป็นคันขอบดุจเขื่อนคีรีศรี
ถ้าหาไม่เจ้าจอมหม่อมเหล่านี้ จะไปเล่นจ้ำจี้กับชาย เอยฯ”

การเล่นเพื่อนที่แพร่หลายอยู่ในรั้วในวังตอนต้นรัตนโกสินทร์นี้ อาจเป็นเรื่องน่าวิตกอย่างหนึ่งสำหรับบรรดาพระบรมวงศานุวงศ์ผู้ใหญ ่ที่ต้องคอยอบรมดูแลพระเจ้าลูกเธอหลานเธอ ฯ ทั้งหลาย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ฯ ก็เคยมีพระราชหัตถเลขากำชับสั่งพระเจ้าลูกเธอ ฯ ทั้งหลายห้ามไม่ให้เล่นเพื่อน ด้วย การที่ทรงให้ความสำคัญถึงขนาดมีการกำชับกำชากันเป็นลายลักษณ์อักษรเช่นนี้ทำให้น่าคิดว่า ความประพฤติทำนองนี้ คงจะเป็นสิ่งแพร่หลายที่ปราบกันได้ยากเช่นเดียวกับการปราบยาเสพติดในสมัยปัจจุบันเป็นแน่

ในประวัติศาสตร์ไทย
ผู้เขียนยังไม่พบบันทึกที่กล่าวถึงการประพฤติเป็นคนรักร่วมเพศระหว่างชายกับชายอย่างโจ่งแจ้ง จะมีก็แต่การกล่าวถึงความประพฤติของเข้านายบางพระองค์ที่ทรงไม่ยอมอยู่ร่วมกับหม่อมห้าม กลับนิยมบรรทมอยู่กับพวกละครที่ทรงเลี้ยงไว้ดังเช่นกรมหลวงรักษรณเรศรในพระราชพงศาวดาร รัชกาลที่ 3 ซึ่งต่อมาถูกสำเร็จโทษเพราะเหตุคิดกบฏ ซึ่งมีการกล่าวท้าวความว่าการคบกับพวกละครเช่นนั้นเป็นการชักพาให้เสียคน วินิจฉัยคดีไม่เป็นธรรม และเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ไม่ไว้วางพระราชหฤทัย เมื่อสืบทราบต่อมาว่าคิดกบฏจึงทรงลงพระราชอาชญาสำเร็จโทษเสีย
ครั้งถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระบรมราชโองการให้ประกาศใช้พระราชกำหนดลักษณะข่มขืนล่วงประเวณี ร.ศ. 118 (พ.ศ. 2441) กำหนดโทษผู้ข่มขืนกระทำชำเราหญิงอันมิใช่ภริยาตน และผู้กระทำชำเราผิดธรรมดาโลกย์ นับได้ว่าพระราชกำหนดฉบับนี้ได้นำเอาหลักความรับผิดฐาน Sodomy ของฝรั่งมาบัญญัติเป็นกฎหมายว่าด้วยการทำชำเราผิดธรรมดาเป็นครั้งแรก ในครั้งนั้นผู้กระทำชำเราผิดธรรมดาโลกย์ต้องถูกลงโทษจำคุกตั้งแต่สิบปีลงมา ต่อมาเมื่อมีการประกาศใช้ประมวลกฎหมายอาญา ร.ศ. 127 ความผิดฐานนี้ได้รับการลดหย่อนให้มีโทษต่ำลงคือ เหลือโทษจำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงสามปีเท่านั้น
ตามกฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ.127 นี้ ความผิดฐานการทำชำเราผิดธรรมดาถูกเรียกเสียใหม่ว่าความผิดฐานทำชำเราผิดธรรมดามนุษย์ ดังจะเห็นได้จากข้อความในมาตรา 242 แห่งกฎหมายลักษณะอาญาซึ่งบัญญัติว่า

“มาตรา 242 ผู้ใดทำชำเราผิดธรรมดามนุษย์ ด้วยชายก็ดี หญิงก็ดี หรือทำชำเราด้วยสัตว์เดรัจฉานก็ดี ท่านว่ามันมีความผิด ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามเดือนขึ้นไปจนถึงสามปี และให้ปรับตั้งแต่ห้าสิบบาทขึ้นไปจนถึงห้าร้อยบาทด้วยอีกโสดหนึ่ง”

โดยที่ความผิดฐานนี้เป็นของใหม่สำหรับวัฒนธรรมไทย นักกฎหมายในสมัยนั้นบางท่านจึงพยายามอธิบายถึงมูลแห่งความผิดฐานนี้ว่า เหตุที่ผู้กระทำต้องรับผิดก็เพราะการกระทำดังกล่าวเป็นการถ่วงความเจริญของบ้านเมือง หรือทำให้เสียเชื้อพืชพันธุ์ไปโดยไร้ประโยชน์ ซึ่งก็คงจะไม่เป็นที่เข้าใจหรือยอมรับกันได้อย่างเต็มใจมากนัก ดังนั้นต่อมาภายหลังเมื่อมีการตรวจชำระประมวลกฎหมายลักษณะอาญา และจัดทำประมวลกฎหมายอาญาฉบับใหม่ซึ่งได้ประกาศใช้ในปี พ.ศ. 2499 คณะกรรมการร่างประมวลกฎหมายจึงมีมติให้ยกเลิกความผิดฐานนี้เสีย เพราะเห็นว่ามักไม่เกิดเป็นคดีขึ้นประการหนึ่ง กับเห็นว่าจะเป็นการเสี่ยมเสียเกียรติยศของประเทศชาติอีกประการหนึ่ง
ดังนั้นหลังจากปี พ.ศ. 2499 เป็นต้นมา การประพฤติตนเป็นคนรักร่วมเพศในประเทศไทยจึงไม่ต้องรับผิดทางอาญาฐานกระทำชำเราผิดธรรมดามนุษย์อีกต่อไป
ข้อพิจารณาที่สำคัญที่สุดเกี่ยวกับการพิจารณาในทางนิตินโยบายว่าการกระทำเป็นเกย์หรือเป็นคนรักร่วมเพศ ว่าควรจะเป็นความผิดทางอาญาหรือไม่นั้น อยู่ที่ปัญหาเกี่ยวกับมาตรฐานของศีลธรรมอันดีของประชาชนในสังคมนั้น ว่าเป็นอย่างไรและยอมรับการกระทำเช่นนั้นได้หรือไม่ โดยเหตุที่ค่านิยมในเรื่องนี้มีแตกต่างกัน ดังนั้นในขณะที่บางชาติถือว่าการทำ Sodomy ต้องมีโทษถึงตาย ไทยเราลงโทษไม่เกินสิบปี และเมื่อประเทศไทยยกเลิกความผิดฐานนี้เสียเมื่อปี พ.ศ. 2499 หรือ ค.ศ. 1956 นั้น ฝรั่งอังกฤษเพิ่งจะยกเอาเรื่องนี้ขึ้นมากล่าวขานกันอย่างเอาจริงเอาจังในปีต่อมาเท่านั้น
ในที่สุดผู้เขียนมีข้อสังเกตที่น่าจะได้ทำการศึกษาค้นคว้ากันต่อไปว่า ในประเทศตะวันตกที่ถือว่าการทำชำเราผิดธรรมดามนุษย์เป็นความผิดร้ายแรงนี้ น่าแปลกว่าไม่ถือว่าการมีความสัมพันธ์ทางเพศระหว่างหญิงกับหญิงเป็นความผิด แต่ในประเทศไทยกลับให้ความสนใจกับการกระทำที่เรียกว่า “เล่นเพื่อน” ระหว่างหญิงกับหญิงเป็นพิเศษกว่าชาย ปัญหาน่าคิดก็คืออะไรเป็นเหตุที่ทำให้ทัศนะในเรื่องนี้แตกต่างกัน

ผู้เขียนใคร่ขอตั้งข้อสังเกตว่า เหตุที่ฝรั่งชาติที่ถือคริสต์เอาจริงเอาจังกับการเอาผิดแก่คนรักร่วมเพศชายกับชาย แต่ไทยเรากลับให้ความสำคัญแก่ความสัมพันธ์ทางเพศระหว่างหญิงกับหญิงมากกว่านั้น น่าจะเป็นเพราะเหตุของทัศนะเหล่านี้เป็นเรื่องของความแตกต่างทางวัฒนธรรมของตะวันตกกับตะวันออก

เหตุที่พระเจ้าทรงพิโรธต่อความสัมพันธ์ระหว่างผู้ชายกับผู้ชายว่าเป็นกาลีบ้านกาลีเมืองนั้น น่าจะเป็นเพราะความจำเป็นในการอยู่ร่วมกันแบบทหารของชาวยิวโบราณ ที่มีความจำเป็นต้องรบทัพจับศึกกันอยู่ตลอดเวลาจนแทบไม่มีเวลาอยู่กับลูกเมียตามปกติ จำเป็นต้องหักห้ามมิให้ชายมามีความสัมพันธ์กันเองอันจะทำให้เสียการปกครองในการรบ ส่วนในโลกตะวันออกไม่จำเป็นต้องต่อสู้รบราฆ่าฟันกันอยู่ตลอดเวลาเหมือนพวกยิวโบราณ ข้อห้ามเรื่องนี้จึงไม่ปรากฏให้เห็นชัดเจนเหมือนพวกยิว ขณะเดียวกันการที่ชาวตะวันออกมีภริยามาก จึงต้องห้ามไม่ให้ภริยาของตนเล่นเพื่อนอันเป็นเสมือนการนอกใจสามีเป็นทำนองตามพระราชาธิบายของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ นั่นเอง

เครดิต : บทความ "ตำนานรักร่วมเพศ" ของ กิตติศักดิ์ ปรกติ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ปล. เกย์ในที่นี้ที่อาจารย์กล่าวไว้น่าจะหมายถึงพวกรักเพศเดียวกันค่ะ

อ่านแล้วอึ้ง...นางในสมัยก่อนเล่นเพื่อนกันรึ ประวัติศาสตร์ไทย Yuri เด่นกว่า Yaoi รึนี่
อ่านแล้วรู้สึกผิดโผเล็กน้อย แต่คนเขียนบทความก็มองในมุมมองของเขา อ้างอิงตามหลักฐานที่เขามีล่ะนะคะ

ถ้าใครมีบทความเกี่ยวกับประเทศไทยอื่นๆ อีกบอกด้วยนะคะ ^ ^

edit @ 24 Aug 2008 11:52:37 by blackrain

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ตีฉิ่งมีความหมายเดียวกับเล่นเพื่อนรึป่าวค่ะ

#1 By หลัก-กิ-โล on 2008-08-24 11:57

แล้ว ถ้า ล่อเพื่อน หละ


หึหึ

#2 By herenoi on 2008-08-24 12:38

เง้อออ
เป็นไปได้เนอะ นึกว่าyaoiจะมาแรงกว่าที่ไหนได้...

เหอๆ
Hot!

#3 By Joongie_pic[PiicRotiC] on 2008-08-24 12:56

ชายกับชาย เห็นว่าเรียกว่าเล่นสวาท เคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง ได้กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างกษัตริย์พระองค์หนึ่งกับชายชาวกรีกในสมัยอยุธยา ถ้าบอกไปคงจะรู้กันหมด ไม่บอกดีกว่าเดี๋ยวจะหาว่าลบลู่เบื่องสูง แต่เห็นในหนังสือบอกว่า ทรงโปรดชายผู้นี้เป็นอย่างมาก

#4 By โยคุง on 2008-08-24 13:58

เพื่อนดิฉันเป็นเกย์ค่ะ

คนนึงยอมรับและมีแฟนเป็นเพศเดียวกัน
อีกคนนึง เป็น แต่เหมือนจะไม่รุ้ตัว หรือไม่ยอมรับยังไงชอบกล

เราควรทำตัวยังไงคะเนี่ย ไม่รุ้จะคุยเรื่องไรกะเขาดี เพราะกลัวว่าจะไปโดนจุดของเขาอ่ะค่ะ wink
wink ...sad smile

#6 By ARuN LiZ on 2008-08-24 20:02

เล่นเพื่อน....ได้ศัพท์ใหม่แล้ว confused smile

น่าเสียดายที่ Yaoi น้อยไปหน่อย
แต่ Y แบบไหนก็รับได้หมด
~Y วันละนิดจิตแจ่มใส

#7 By Dawnbringerz on 2008-08-24 20:35

อะเหอะๆๆๆ
เล่นเพื่อน= ="

#8 By หมาแว่น on 2008-08-24 20:56

สมัยก่อน สยามไม่มีเสื้อใส่นิ คงมีใจเต้นบ้างแหละน่า cry
หลัก-กิ-โล
จริงๆ ตีฉิ่งมันเป็นคำกริยาแสดงอาการ
เดาว่าน่าจะเป็นสับเซทของเล่นเพื่อน
=x=!! แต่ถ้าเป็นคำที่หมายถึงเลสก็น่าจะใช้ได้ทั้งคู่ (มั้งคะ)

โยคุง
ส่งเอกสารลับมาให้หน่อยได้มั้ยคะ แอบอยากรู้

"นางแมว...ยั่วประสาท"
เพื่อนเป็นเกย์เหมือนกันค่ะ ตอนที่มันสารภาพ บอกกับมันไปว่า "รู้แล้วโว้ย"
เป็นพวกเกย์ด้าดีกว่าชาวบ้านทั่วไป ^ ^!!
คนในปัจจุบันเห็นสับสนทางเพศเยอะไปค่ะ ไม่แน่ใจว่าตัวเองเกิดถูกเพศรึเปล่า ทำไมมองเพศเดียวกันแล้วใจเต้น ฯลฯ เปิดใจให้กว้างๆ เข้าไว้ อย่าไปคิดว่าแปลกแยก เขาก็เป็นคนปรกติเหมือนเราอยากคุยอะไรก็คุยกันตามสบายปรกติ ตามนิสัยของเราของเขา ยิ่งเราระวังโดนจุดอ่อนเขาเท่าไหร่ เขาจะยิ่งรู้สึกแปลกแยกค่ะ

กรรมกรไซเบอร์ (Shuu)
สยามไม่มีเสื้อใส่ แต่จะใจเต้นกับคราบเหงื่อไคล และกลากเกลื้อนรึเปล่าไม่รู้นะคะ ^ ^!!

#10 By blackrain on 2008-08-25 10:00

พอดีเพื่อนยืมหนังสือแล้วมานไม่ยอมคืน เซ็ง
เอาเป็นว่าบอกชื่อหนังสือไห้ละกาน เกร็ดสนุกในประวัติศาสตร์ อ่ะคับ ลองหาอ่านดูละกาน

#11 By โยคุง on 2008-08-25 11:05

อีกเรื่องก้อเห็นจะเป็น ลิลิตพระลอ Y สุดๆ
ต้องอ่านที่เป็นร้อยแก้วนะคับ แล้วนึกภาพเอาเอง

#12 By โยคุง on 2008-08-25 11:08

แหมsad smile

โชคดีที่ไม่ได้เป็นคริสต์อ่ะคับ

เลยรอดตัวwink

แต่วาดการ์ตูนYตอนนี้มีกฏหมายห้ามป่าวก็ไม่รุ

#13 By boyplus on 2008-08-28 15:49

โอ้ว ความรู้ใหม่ ยูริ = เล่นเพื่อน โอ้วววว

#14 By ModChangminnie on 2008-09-03 17:33

ว้าว เลสนี่มีมานนแล้วอ่ะ


อิอิ

#15 By Hiromuka on 2008-11-04 19:55

โอ้...ยูริมาเเรงเนี่ย..

#16 By fennex on 2009-10-29 18:42