ตำนานรักร่วมเพศในไทย
posted on 24 Aug 2008 11:45 by blackrain in historyการเป็นเกย์ หรือเป็นคนรักร่วมเพศในวัฒนธรรมตะวันออกที่มิได้อยู่ภายใต้อิทธิพลของคริสตศาสนานั้น ผู้เขียนสันนิษฐานว่าคงจะไม่ถือเป้นข้อห้ามที่มีโทษรุนแรงฐานกาลีบ้านกาลีเมืองเหมือนของคริสต์ น่าเสียดายที่ผู้เขียนไม่มีโอกาสได้ตรวจสอบเรื่องนี้ในคัมภีร์กามสูตรของอินเดีย แต่เท่าที่เคยได้ยินได้ฟังมาดูเหมือนเขาจะถือว่าการร่วมเพศทางเวจมรรค หรือกับคนเพศเดียวกันนี้เป็นกามสุขอย่างหนึ่ง
ทางฝ่ายพุทธศาสนานั้นในพระวินัยปิฎก พระพุทธองค์ทรงมีพระบัญญัติว่า การเสพเมถุนทางทวารนั้นเป็นเหตุแห่งอาบัติปาราชิก แก่ภิกษุผู้กระทำ
และในกฎหมายตราสามดวง พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ
ทรงมีพระราชโองการให้กำหนดกฎหมายว่าด้วยการให้ราษฎรรักษาศีล
คือศีลห้าในฐานะเป็นนิจศีล กับศีลแปดในฐานะเป็นอุโบสถศีล
และตามกฎหมายฉบับนี้ถือว่าการเสพเมถุนธรรมโดยทางมุกขมรรค
และเวจมรรคในกิริยาตนเอง เป็นการละเมิดศีลห้าข้อที่ว่าด้วยกาเมสุมิจฉาฯ
ส่วนการเสพเมถุนธรรมทางเวจมรรคกับผู้หนึ่งผู้ใดที่ไม่ต้องห้ามตามศีลข้อกาเม
ฯ ก็เป็นการละเมิดศีลข้อ อพรหมจริยา ฯ อันเป็นอุโบสถศีล
ทำให้น่าคิดว่าการกระทำดังกล่าวหากมิได้กระทำในวันอุโบสถ
ผู้กระทำจะต้องรับผิดหรือไม่ อย่างไรก็ตาม
ไม่มีการกำหนดโทษสำหรับการละเมิดศีลตามพระราชกำหนดฉบับนี้ไว้เป็นการเฉพาะ
มีแต่เพียงระบุไว้เป็นการทั่วไปว่า “ถ้าแลผู้ใดมิได้กระทำตามพระราชกำหนดนี้ จะเอาผู้นั้นเป็นโทษตามโทษานุโทษ”
สำหรับผู้ผู้หญิงถ้าหากประพฤติเป็นคนรักร่วมเพศ ไทยเรามีศัพท์เฉพาะสำหรับเรียกกิริยาเช่นนั้นว่า “เล่นเพื่อน” การเล่นเพื่อนของหญิงนั้นผู้เขียนเข้าใจว่าคงจะต้องถือว่าเป็นการละเมิดศีลข้ออพรหมจริยาฯ
เช่นเดียวกับชาย
และสำหรับหญิงชาววังการกระทำดังกล่าวยังเป็นความผิดตามกฎมณเฑียรบาลอีกด้วย
กฎมณเฑียรบาลดังกล่าวตราขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น
ในรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ มีข้อความว่า “หนึ่งสนมกำนัล
คบผู้หญิงหนึ่งกันทำดุจชายเป็นชู้เมียกัน ให้ลงโทษด้วยลวดหนัง 50 ที
ศักคอประจานรอบพระราชวัง ทีหนึ่งให้เอาเปนชาวสดึง
ทีหนึ่งให้แก่พระเจ้าลูกเธอหลานเธอ” เป็นที่น่าสังเกตว่า
ไม่มีบทบัญญัติห้ามมิให้ชายมีความสัมพันธ์ทางเพศกันแต่อย่างใด
การเล่นเพื่อนในหมู่สาวสนมกำนัลใน
ในสมัยรัตนโกสินทร์อาจเป็นความประพฤติที่จัดว่าแพร่หลายจนถึงขนาดเอามาเล่าลือกันไปต่าง
ๆ นานาในสมัยนั้นว่าเป็นของแปลกหรือวิตถาร
แต่ก็คงไม่ใช่เป็นเรื่องร้ายแรงอะไรมากนัก
ดังที่จะเห็นได้จากกลอนตอนหนึ่งของสุนทรภู่
ที่บรรยายถึงความประพฤติของนางสนมกำนัลเมืองรมจักร ในหนังสือพระอภัยมณีว่า
ฝ่ายห้ามแหนแสนสนมเมืองรมจักร แต่ล้วนนักเลงเพื่อนเหมือนกันหมด
ด้วยเมื่ออยู่บูรีภิรมย์รส เพราะท้าวทศวงศาไม่ว่าไร
จนเคยเล่นเป็นธรรมเนียมนางรมจักร ทั้งร่วมรักร่วมชีวิตพิสมัย
กลางคืนเที่ยวเกี้ยวเพื่อนออกเกลื่อนไป เป็นหัวไม้ผู้หญิงลอบทิ้งกัน
เห็นสาวสาวชาวเมืองการเวก ที่เอี่ยมเอกต้องใจจนใฝ่ฝัน
แกล้งพูดพลอดทอดสนิทเข้าติดพัน ทำเชิงชั้นชักชวนให้ยวนใจฯ
พวกพาราการเวกไม่รู้เล่น คิดว่าเช่นซื่อตรงไม่สงไสย
ต่อถูกจูบลูบต้องทำนองใน จึงติดใจไม่หมายให้ชายเชย
หนุ่มหนุ่มเกี้ยวเบี้ยวบิดไม่คิดคบ เหตุเพราะสบเชิงเพื่อนจึงเชือนเฉย
แต่เมืองเราชาวบุรีนี้ไม่เคย อย่าหลงเลยเล่นเพื่อนไม่เหมือนจริง
อันรมจักรนัครากับการเวก อภิเษกเสนหาประสาหญิง
ออกอื้ออึงหึงส์หวงเพราะช่วงชิง ถึงลอบทึ้งทุบตีเพราะที่รักฯ
การประพฤติตนเป็นคนรักเล่นเพื่อนของบรรดาสาวสนมกำนัลในรั้วในวังนี้คงจะเป็นเรื่องที่รู้กันอยู่ทั่วไปในราชสำนัก
และแม้จะผิดกฎมณเฑียรบาลแต่ก็คงไม่มีการฟ้องร้อง
หรือเอาโทษกันอย่างจริงจังมากนัก
ถึงกับมีผู้ผูกเป็นเพลงยาวร้องเล่นกันดังเช่นเรื่องหม่อมเป็ดสวรรค์
ของนายหรีด เรืองฤทธิ์ เป็นต้น นอกจากนี้พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ
ก็เคยทรงพระราชนิพนธ์เพลงยาวอบรมความประพฤติของบรรดาหม่อมทั้งหลายไว้ห้ามไม่ให้เล่นเพื่อน
โดยทรงมีพระบรมราชาธิบายว่า
“…อันตัวเรานี้ก็รองพระจอมเกล้า เป็นปิ่นเกล้าในสยามภาษา
มียศศักดิ์ประจักษ์ทั่วทุกภารา พระทรงธรรม์กรุณาชุบเลี้ยงเรา
ถึงใครใครที่จะตกมาเป็นห้าม ไม่มีความขายหน้าดอกหนาเจ้า
เสียแตไม่ฉายเฉิดเพริศพริ้งเพรา เพราะแก่เถ้าหงุบหงับไม่ฉับไว
ถ้าจะว่าไปจริงทุกสิ่งสิ้น ก็พอกินตามแก่แก้ขัดได้
ฤาน้ำจิดคิดเห็นเป็นอย่างไร จึงมิได้ปลงรักสักเวลา
การสิ่งใดที่ไม่ดีเรามิชอบ อ้อนวอนปลอบจงจำอย่าทำหนา
ก้ไม่ฟังขืนขัดอัธยา ยิ่งกับว่าตอไม้ไม่ไหวติง
ที่ข้อใหญ่ชี้ให้เห็นเรื่องเล่นเพื่อน ทำให้เพื่อนราชกิจผิดทุกสิ้ง
ถ้าจะเปรียบเนื้อความไปตามจริง เสมอหญิงเล่นชู้จากสามี
นี่ถ้าหากวังมีกำแพงแข็งแรงรอบ เป็นคันขอบดุจเขื่อนคีรีศรี
ถ้าหาไม่เจ้าจอมหม่อมเหล่านี้ จะไปเล่นจ้ำจี้กับชาย เอยฯ”
การเล่นเพื่อนที่แพร่หลายอยู่ในรั้วในวังตอนต้นรัตนโกสินทร์นี้
อาจเป็นเรื่องน่าวิตกอย่างหนึ่งสำหรับบรรดาพระบรมวงศานุวงศ์ผู้ใหญ
่ที่ต้องคอยอบรมดูแลพระเจ้าลูกเธอหลานเธอ ฯ ทั้งหลาย
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ฯ
ก็เคยมีพระราชหัตถเลขากำชับสั่งพระเจ้าลูกเธอ ฯ
ทั้งหลายห้ามไม่ให้เล่นเพื่อน ด้วย
การที่ทรงให้ความสำคัญถึงขนาดมีการกำชับกำชากันเป็นลายลักษณ์อักษรเช่นนี้ทำให้น่าคิดว่า
ความประพฤติทำนองนี้
คงจะเป็นสิ่งแพร่หลายที่ปราบกันได้ยากเช่นเดียวกับการปราบยาเสพติดในสมัยปัจจุบันเป็นแน่
ในประวัติศาสตร์ไทย
ผู้เขียนยังไม่พบบันทึกที่กล่าวถึงการประพฤติเป็นคนรักร่วมเพศระหว่างชายกับชายอย่างโจ่งแจ้ง
จะมีก็แต่การกล่าวถึงความประพฤติของเข้านายบางพระองค์ที่ทรงไม่ยอมอยู่ร่วมกับหม่อมห้าม
กลับนิยมบรรทมอยู่กับพวกละครที่ทรงเลี้ยงไว้ดังเช่นกรมหลวงรักษรณเรศรในพระราชพงศาวดาร
รัชกาลที่ 3 ซึ่งต่อมาถูกสำเร็จโทษเพราะเหตุคิดกบฏ
ซึ่งมีการกล่าวท้าวความว่าการคบกับพวกละครเช่นนั้นเป็นการชักพาให้เสียคน
วินิจฉัยคดีไม่เป็นธรรม
และเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ไม่ไว้วางพระราชหฤทัย
เมื่อสืบทราบต่อมาว่าคิดกบฏจึงทรงลงพระราชอาชญาสำเร็จโทษเสีย
ครั้งถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5
ทรงมีพระบรมราชโองการให้ประกาศใช้พระราชกำหนดลักษณะข่มขืนล่วงประเวณี ร.ศ.
118 (พ.ศ. 2441) กำหนดโทษผู้ข่มขืนกระทำชำเราหญิงอันมิใช่ภริยาตน
และผู้กระทำชำเราผิดธรรมดาโลกย์
นับได้ว่าพระราชกำหนดฉบับนี้ได้นำเอาหลักความรับผิดฐาน Sodomy
ของฝรั่งมาบัญญัติเป็นกฎหมายว่าด้วยการทำชำเราผิดธรรมดาเป็นครั้งแรก
ในครั้งนั้นผู้กระทำชำเราผิดธรรมดาโลกย์ต้องถูกลงโทษจำคุกตั้งแต่สิบปีลงมา
ต่อมาเมื่อมีการประกาศใช้ประมวลกฎหมายอาญา ร.ศ. 127
ความผิดฐานนี้ได้รับการลดหย่อนให้มีโทษต่ำลงคือ
เหลือโทษจำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงสามปีเท่านั้น
ตามกฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ.127 นี้
ความผิดฐานการทำชำเราผิดธรรมดาถูกเรียกเสียใหม่ว่าความผิดฐานทำชำเราผิดธรรมดามนุษย์
ดังจะเห็นได้จากข้อความในมาตรา 242 แห่งกฎหมายลักษณะอาญาซึ่งบัญญัติว่า
“มาตรา 242 ผู้ใดทำชำเราผิดธรรมดามนุษย์
ด้วยชายก็ดี หญิงก็ดี หรือทำชำเราด้วยสัตว์เดรัจฉานก็ดี
ท่านว่ามันมีความผิด ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามเดือนขึ้นไปจนถึงสามปี
และให้ปรับตั้งแต่ห้าสิบบาทขึ้นไปจนถึงห้าร้อยบาทด้วยอีกโสดหนึ่ง”
โดยที่ความผิดฐานนี้เป็นของใหม่สำหรับวัฒนธรรมไทย
นักกฎหมายในสมัยนั้นบางท่านจึงพยายามอธิบายถึงมูลแห่งความผิดฐานนี้ว่า
เหตุที่ผู้กระทำต้องรับผิดก็เพราะการกระทำดังกล่าวเป็นการถ่วงความเจริญของบ้านเมือง
หรือทำให้เสียเชื้อพืชพันธุ์ไปโดยไร้ประโยชน์
ซึ่งก็คงจะไม่เป็นที่เข้าใจหรือยอมรับกันได้อย่างเต็มใจมากนัก
ดังนั้นต่อมาภายหลังเมื่อมีการตรวจชำระประมวลกฎหมายลักษณะอาญา
และจัดทำประมวลกฎหมายอาญาฉบับใหม่ซึ่งได้ประกาศใช้ในปี พ.ศ. 2499
คณะกรรมการร่างประมวลกฎหมายจึงมีมติให้ยกเลิกความผิดฐานนี้เสีย
เพราะเห็นว่ามักไม่เกิดเป็นคดีขึ้นประการหนึ่ง
กับเห็นว่าจะเป็นการเสี่ยมเสียเกียรติยศของประเทศชาติอีกประการหนึ่ง
ดังนั้นหลังจากปี พ.ศ. 2499 เป็นต้นมา
การประพฤติตนเป็นคนรักร่วมเพศในประเทศไทยจึงไม่ต้องรับผิดทางอาญาฐานกระทำชำเราผิดธรรมดามนุษย์อีกต่อไป
ข้อพิจารณาที่สำคัญที่สุดเกี่ยวกับการพิจารณาในทางนิตินโยบายว่าการกระทำเป็นเกย์หรือเป็นคนรักร่วมเพศ
ว่าควรจะเป็นความผิดทางอาญาหรือไม่นั้น
อยู่ที่ปัญหาเกี่ยวกับมาตรฐานของศีลธรรมอันดีของประชาชนในสังคมนั้น
ว่าเป็นอย่างไรและยอมรับการกระทำเช่นนั้นได้หรือไม่
โดยเหตุที่ค่านิยมในเรื่องนี้มีแตกต่างกัน
ดังนั้นในขณะที่บางชาติถือว่าการทำ Sodomy ต้องมีโทษถึงตาย
ไทยเราลงโทษไม่เกินสิบปี และเมื่อประเทศไทยยกเลิกความผิดฐานนี้เสียเมื่อปี
พ.ศ. 2499 หรือ ค.ศ. 1956 นั้น
ฝรั่งอังกฤษเพิ่งจะยกเอาเรื่องนี้ขึ้นมากล่าวขานกันอย่างเอาจริงเอาจังในปีต่อมาเท่านั้น
ในที่สุดผู้เขียนมีข้อสังเกตที่น่าจะได้ทำการศึกษาค้นคว้ากันต่อไปว่า ในประเทศตะวันตกที่ถือว่าการทำชำเราผิดธรรมดามนุษย์เป็นความผิดร้ายแรงนี้
น่าแปลกว่าไม่ถือว่าการมีความสัมพันธ์ทางเพศระหว่างหญิงกับหญิงเป็นความผิด
แต่ในประเทศไทยกลับให้ความสนใจกับการกระทำที่เรียกว่า “เล่นเพื่อน” ระหว่างหญิงกับหญิงเป็นพิเศษกว่าชาย ปัญหาน่าคิดก็คืออะไรเป็นเหตุที่ทำให้ทัศนะในเรื่องนี้แตกต่างกัน
ผู้เขียนใคร่ขอตั้งข้อสังเกตว่า
เหตุที่ฝรั่งชาติที่ถือคริสต์เอาจริงเอาจังกับการเอาผิดแก่คนรักร่วมเพศชายกับชาย
แต่ไทยเรากลับให้ความสำคัญแก่ความสัมพันธ์ทางเพศระหว่างหญิงกับหญิงมากกว่านั้น
น่าจะเป็นเพราะเหตุของทัศนะเหล่านี้เป็นเรื่องของความแตกต่างทางวัฒนธรรมของตะวันตกกับตะวันออก
เหตุที่พระเจ้าทรงพิโรธต่อความสัมพันธ์ระหว่างผู้ชายกับผู้ชายว่าเป็นกาลีบ้านกาลีเมืองนั้น น่าจะเป็นเพราะความจำเป็นในการอยู่ร่วมกันแบบทหารของชาวยิวโบราณ ที่มีความจำเป็นต้องรบทัพจับศึกกันอยู่ตลอดเวลาจนแทบไม่มีเวลาอยู่กับลูกเมียตามปกติ จำเป็นต้องหักห้ามมิให้ชายมามีความสัมพันธ์กันเองอันจะทำให้เสียการปกครองในการรบ ส่วนในโลกตะวันออกไม่จำเป็นต้องต่อสู้รบราฆ่าฟันกันอยู่ตลอดเวลาเหมือนพวกยิวโบราณ ข้อห้ามเรื่องนี้จึงไม่ปรากฏให้เห็นชัดเจนเหมือนพวกยิว ขณะเดียวกันการที่ชาวตะวันออกมีภริยามาก จึงต้องห้ามไม่ให้ภริยาของตนเล่นเพื่อนอันเป็นเสมือนการนอกใจสามีเป็นทำนองตามพระราชาธิบายของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ นั่นเอง
เครดิต : บทความ "ตำนานรักร่วมเพศ" ของ กิตติศักดิ์ ปรกติ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ปล. เกย์ในที่นี้ที่อาจารย์กล่าวไว้น่าจะหมายถึงพวกรักเพศเดียวกันค่ะ
อ่านแล้วอึ้ง...นางในสมัยก่อนเล่นเพื่อนกันรึ ประวัติศาสตร์ไทย Yuri เด่นกว่า Yaoi รึนี่
อ่านแล้วรู้สึกผิดโผเล็กน้อย แต่คนเขียนบทความก็มองในมุมมองของเขา อ้างอิงตามหลักฐานที่เขามีล่ะนะคะ
ถ้าใครมีบทความเกี่ยวกับประเทศไทยอื่นๆ อีกบอกด้วยนะคะ ^ ^
edit @ 24 Aug 2008 11:52:37 by blackrain
#1 By หลัก-กิ-โล on 2008-08-24 11:57